โรคเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์
(Gestational
Diabetes Mellitus)
ส่วนในผู้ที่ยังไม่เคยเป็นเบาหวาน ก็มีโอกาสเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational diabetes mellitus เรียกย่อว่า จีดีเอ็ม/GDM) เมื่อครรภ์ประมาณ 24-28 สัปดาห์ ซึ่งทารกในครรภ์มีการสร้างอวัยวะเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าควบคุมระดับน้ำตาลขณะตั้งครรภ์ไม่ดี อาจพบเด็กตัวโต อวัยวะใหญ่ คลอดยาก (จากติดไหล่ของทารก) อาจแท้ง หรือ ทารกตายระหว่างคลอดได้ ดังนั้นบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะผู้อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ควรมีความรู้เรื่องเบาหวานในคนตั้ง ครรภ์บ้าง เพื่อความปลอดภัยของแม่และลูก
การจำแนกเบาหวานในสตรีตั้งครรภ์
เบาหวานในสตรีตั้งครรภ์แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1.
เบาหวานที่วินิจฉัยครั้งแรกขณะตั้งครรภ์
(gestational
DM)
2.
เบาหวานที่ได้รับการวินิจฉัยมาก่อนการตั้งครรภ์
(pregestational
DM : overt DM)
Gestational Diabetes Mellitus (GDM)
เป็นเบาหวานที่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกขณะตั้งครรภ์ ซึ่งนับเป็นร้อยละ 90
ของเบาหวานที่พบในสตรีตั้งครรภ์ แบ่งออกเป็น 2 ระดับความรุนแรง คือ class A1 (chemical DM) ซึ่งพบเป็นส่วนใหญ่
(95%) กับ class A2 (overt DM) หมายถึงมี
fasting hyperglycemia คือระดับน้ำตาลมากกว่า 105
มก./ดล. ซึ่งพบได้ประมาณ 5% ประมาณ
10-15% ของ chemical GDM จะกลายเป็น overt
DM ในตอนท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์
ตารางที่ 1 การแบ่งเบาหวานในสตรีตั้งครรภ์
|
Class
|
Onset
|
Fasting plasma glucose
|
2-hr postprandial glucose
|
การรักษา
|
|
Gestational
DM
|
|
|
|
|
|
A1
|
ตั้งครรภ์
|
<
105 มก./ดล.
|
<
120 มก./ดล.
|
ควบคุมอาหาร
|
|
A2
|
ตั้งครรภ์
|
>
105 มก./ดล.
|
>
120 มก./ดล.
|
อินสุลิน
|
|
Pregestational
DM
|
|
|
|
|
|
Class
|
อายุที่เริ่มเป็น
|
ระยะเวลาที่เป็น
(ปี)
|
โรคที่หลอดเลือด
|
การรักษา
|
|
B
|
มากกว่า
20
|
น้อยกว่า
10
|
ไม่มี
|
อินสุลิน
|
|
C
|
10-19
|
10-19
|
ไม่มี
|
อินสุลิน
|
|
D
|
ก่อน
10
|
มากกว่า
20
|
Benign
retinopathy
|
อินสุลิน
|
|
F
|
ไม่คำนึง
|
ไม่คำนึง
|
Nephropathy
|
อินสุลิน
|
|
R
|
ไม่คำนึง
|
ไม่คำนึง
|
Proliferative
retinopathy
|
อินสุลิน
|
|
H
|
ไม่คำนึง
|
ไม่คำนึง
|
โรคหัวใจ
|
อินสุลิน
|
การเปลี่ยนแปลงของเมตาโบลิซึมของคาร์โบไฮเดรทขณะตั้งครรภ์
- HPL ที่สร้าง syncytiotrophoblast เพิ่มระดับขึ้นตลอดการตั้งครรภ์ มีฤทธิ์สำคัญคือ ต้านอินสุลิน และสลายไขมัน ทำให้ระดับอินสุลินเพิ่มมากตลอดการตั้งครรภ์แต่ประสิทธิภาพลดลง
- การตั้งครรภ์จัดว่าเป็นภาวะ diabetogenic state หรือ glucose intolerance มากขึ้น คือ ความสามารถของอินสุลินในการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ลดลง ระดับอินสุลินสูง มี postprandial hyperglycemia แต่ fasting hypoglycemia (เนื่องจากมีการขนย้ายไปสู่ทารกมาก โดยวิธี facilitated diffusion) ระดับไขมันในพลาสมาเพิ่มขึ้น กรดอะมิโนในเลือดลดลง ฯลฯ
- มารดาใช้พลังงานจากไขมันมากขึ้น มีคีโตนในปัสสาวะมากขึ้น ระดับกลูโคสต่ำลง ทำให้อยู่ในสภาพคล้ายอดอาหาร ดังที่เรียกว่า accelerated starvation
- FFA (free fatty acid) ผ่านรกโดยวิธี gradient-dependent diffusion เมื่อผ่านเข้าไปสู่ทารกแล้วจะถูก esterified กลายเป็น triglyceride โดยเซลล์ไขมัน
ในระยะตั้งครรภ์ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงของเมตาโบลิซึมและการหลั่ง
อินซูลินอย่างมาก เนื่องจากความต้องการกลูโคสไปใช้ในการสร้างความเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
กลูโคสจากมารดาจะผ่านไปยังทารกด้วยกระบวนการ
diffusion แต่อินซูลินจากมารดาจะไม่ผ่านไปยังทารก
ทารกจะสร้างอินซูลินได้เองเมื่ออายุ ครรภ์ประมาณ 10 สัปดาห์เพื่อนำกลูโคสที่ได้รับจากมารดาไปใช้ในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่สร้างจากรกจะกระตุ้นให้มีการสร้าง อินซูลินเพิ่มขึ้น
เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้กลูโคสทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดในระยะนี้ลดลง ในขณะที่สตรีตั้งครรภ์รับประทานอาหารได้น้อยเนื่องจากมีอาการคลื่นไส้
อาเจียน เบื่ออาหาร ทำให้สตรีตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
(hypoglycemia) ได้ง่ายกว่าปกติ
ในไตรมาสที่สองและสามของการตั้งครรภ์ จะมีการหลั่งฮอร์โมนเพิ่มอีกหลายตัว
ได้แก่ ฮิวแมนพลาเซ็นตัลแลคโทเจน (Human placental lactogen – HPL) คอร์ติโซน (Cortisol) โปรแลคติน (Prolactin) และอินซูลินเนส (Insulinase)
ฮอร์โมนเหล่านี้จะทำให้เกิดการดื้อต่ออินซูลิน ลดความทนต่อกลูโคส (Glucose
tolerance) การสะสมไกลโคเจนในตับลดลง ขณะที่ตับสร้างกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น
ทำให้มารดามีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
ซึ่งเป็นกลไกที่จะช่วยให้ทารกในครรภ์ได้รับกลูโคสจากมารดาได้เต็มที่
ระยะนี้ความต้องการอินซูลินของมารดาจะเพิ่มขึ้น 2-4 เท่า
มารดาที่เป็นเบาหวานจะมีโอกาสเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และ Ketoacidosis ได้ง่ายภายหลังรกคลอดความต้องการอินซูลินจะลดระดับลงอย่าง
รวดเร็ว เนื่องจากฮอร์โมนที่รกสร้างลดระดับลง สำหรับมารดาที่ไม่ได้ให้นมบุตรเมตาโบลิซึมของคาร์โบไฮเดรตจะกลับสู่ภาวะก่อน
การตั้งครรภ์ใน 7 – 10 วัน สำหรับมารดาที่เลี้ยงบุตรด้วยนมมารดา
กระบวนการสร้างน้ำนมจะใช้กลูโคสทำให้ความต้องการอินซูลินในระยะให้นมบุตรลด ลงในระยะ
6 – 9 เดือนหลังคลอด และเมื่อหยุดให้นมบุตรจะต้องมีการปรับอินซูลินใหม่
การตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ [Gestational
Diabetes:GDM]
ทารกที่เกิดจากมารดาที่เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์มัก
พบความผิดปกติได้หลายแบบ เช่นทารกตัวโตมีน้ำหนักมากกว่า 4,000 กรัม [macrosomia] หรือพบความพิการแต่กำเนิด
ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องทราบว่า หญิงตั้งครรภ์กลุ่มไหนจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน
โดยแบ่งหญิงตั้งครรภ์เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
1.
กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการเป็นเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์[GDM]ได้แก่
-
อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 30 ปี
-
มีน้ำหนักเกินก่อนตั้งครรภ์ (BMI >
30)
-
มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน
-
เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
-
ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ
-
เคยคลอดทารกที่มีน้ำหนักมาก 4,000 กรัม
-
เคยคลอดทารกที่เสียชีวิตในครรภ์
2.
กลุ่มที่เสี่ยงปานกลาง คือกลุ่มที่ไม่เข้าเกณฑ์ทั้งสองกลุ่ม
3.
กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำได้แก่
-
อายุน้อยกว่า30ปี
-
น้ำหนักของหญิงก่อนตั้งครรภ์อยู่ในเกณฑ์ปกติ
-
ประวัติการตั้งครรภ์ครั้งก่อนปกติ
-
ไม่พบความผิดปกติในการตรวจน้ำตาล
-
ไม่พบผู้ป่วยเบาหวานในครอบครัวสายตรง
-
พบ [GDM] ในชุมชนต่ำ
ในกลุ่มเสี่ยงสูงให้ตรวจหากลูโคสในเลือดให้เร็วที่สุด
หากปกติให้ตรวจอีกครั้งเมื่ออายุครรภ์24 – 28 สัปดาห์
ในกลุ่มเสี่ยงปานกลางให้ตรวจหากลูโคสเมื่อตั้งครรภ์ 24 – 28 สัปดาห์ สำหรับกลุ่มเสี่ยงต่ำไม่ต้องตรวจหากลูโคส
แบบที่ 1 ราชวิทยาลัยสูตินรีเวชแห่งประเทศไทยได้ประกาศให้ใช้แนวทางการคัดกรองนี้ได้ตั้งแต่ปลายปี
2555
·
ระยะที่
1 คัดกรองเบาหวานก่อนตั้งครรภ์
(Overt Diabetes Mellitus) เป็นการคัดกรองแม่ที่อาจเป็นเบาหวานอยู่ก่อนแล้ว
แต่ไม่ได้รับการวินิจฉัย หรือการรักษาก่อนตั้งครรภ์
จะตรวจในหญิงตั้งครรภ์ทุกราย
หรือเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูง โดยให้ตรวจน้ำตาลในเลือด
เมื่อมาฝากครรภ์ครั้งแรกว่าเป็นเบาหวานก่อนการตั้งครรภ์
ใช้เกณฑ์การวินิจฉัยข้อใดข้อหนึ่งใน 3 ข้อ
ดังนี้
1.
ค่าน้ำตาลในเลือดเมื่ออดอาหาร
8-12 ชั่วโมง (FPG,
Fasting plasma glucose) มากกว่าหรือเท่ากับ 126 mg/dl (มิลลิกรัม/เดซิลิตร)
3.
หรือ
ค่าน้ำตาลในเลือดเมื่อไม่ได้อดอาหาร
(RPG, Random plasma glucose) มาก กว่าหรือเท่ากับ 200 mg/dl
ถ้าน้ำตาลในเลือดเมื่ออดอาหาร
(FPG, Fasting plasma glucose) 92-125
mg/dl ให้วินิจฉัยว่าเป็น เบาหวานขณะตั้งครรภ์ (GDM)
ไปเลย
อนึ่ง ในกรณีกลุ่มเสี่ยงให้มารับการตรวจคัดกรองซ้ำโดยทำการตรวจเลือดดูค่าน้ำตาลที่เรียกว่า
75- g OGTT (75 กรัม Oral
glucose tolerance test) เมื่ออายุครรภ์
24-28 สัปดาห์อีกครั้ง
- ระยะที่ 2 คัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (GDM ) ตรวจเมื่ออายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์ ใช้ 75-g OGTT โดยค่าปกติจะเป็นดังนี้
อนึ่ง ถ้าค่าที่ตรวจได้ เท่าหรือสูงกว่าค่าปกติ
แม้เพียงค่าใดค่าหนึ่ง ให้วินิจฉัยว่าเป็น เบาหวานขณะตั้งครรภ์ (GDM)
แบบที่ 2 ตรวจคัดกรองเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์ ด้วยการตรวจ 50g glucose
challenge test (GCT, O’ sullivan test) โดยให้หญิงตั้งครรภ์ดื่มน้ำตาลกลูโคสขนาด
50 กรัม เวลาใดก็ได้
โดยไม่จำเป็นต้องอดอาหารและเจาะเลือด 1
ชั่วโมงหลังดื่มน้ำตาลกลูโคส
ถ้าระดับกลูโคสในเลือดเท่ากับ 140 มก./ดล. หรือมากกว่า
ถือว่าผิดปกติ
ซึ่งมีโอกาสที่จะเป็นเบาหวานสูง
และจะต้องทำการตรวจเพื่อการวินิจฉัย
(Diagnostic test) คือ OGTT ต่อไป
การตรวจเพื่อวินิจฉัยใช้การตรวจ 100 กรัม oral glucose tolerance test (OGTT)
โดยให้หญิงตั้งครรภ์งดน้ำและอาหารเป็นเวลา 8 – 14 ชั่วโมง (ควรรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตอย่างน้อย
200 กรัมต่อวันเป็นเวลา
3 วัน
ก่อนทำการตรวจ) เจาะเลือดตรวจระดับน้ำตาลขณะ fasting หลังจากนั้นให้หญิงตั้งครรภ์ดื่มน้ำตาลกลูโคส
100 กรัม ผสมน้ำอย่างน้อย 400 ซีซี. และเจาะเลือดหลังดื่มกลูโคสในชั่วโมงที่
1 ,2 และ 3 ค่าปกติของระดับน้ำตาลในเลือดของการทดสอบแสดงในตารางที่
1
ตารางที่ 2 ค่าระดับน้ำตาลในพลาสมาของการทดสอบ
OGTT
เวลาที่ตรวจเลือด |
ระดับกลูโคสในพลาสมา
(มก./ ดล.)
|
|
|
American
College Obstetricia and Gynecologists
|
American Diabetes Association
|
|
|
ก่อนดื่มน้ำตาลกลูโคส (Fasting)
|
105
|
95
|
|
1 ชั่วโมง
|
190
|
180
|
|
2 ชั่วโมง
|
165
|
155
|
|
3 ชั่วโมง
|
145
|
140
|
การแปลผล ถ้าระดับกลูโคสตั้งแต่ 2 ค่าขึ้นไปมีค่าเท่ากับหรือมากกว่า
เกณฑ์ที่แสดงใน ตารางที่ 1 แต่ค่า FBS ปกติ
ให้แปลผลว่าเป็น GDMA1 แต่ถ้า FBS ผิดปกติ ให้แปลผลว่าเป็น GDMA2
ผลของการตั้งครรภ์ต่อโรคเบาหวาน
1.การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดยากขึ้น
เนื่องจากในระหว่างตั้งครรภ์ความต้องการอาหารมีการเปลี่ยนแปลงไปและหญิงตั้งครรภ์อาจจะได้รับอาหารไม่แน่นอน
ในไตรมาสแรก อาการคลื่นไส้ อาเจียน
รับประทานอาหารไม่ได้ อาจทำให้เกิด
hypoglycemia ได้
ความต้องการอินสุลินจะลดลงกว่าช่วงก่อนตั้งครรภ์ประมาณ 1 ใน 3 ช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 รกสร้างฮอร์โมนที่มีฤทธิ์ต้านอินสุลินทำให้เกิดน้ำตาลในเลือดสูงโดยเฉพาะช่วงหลังอาหาร
ประกอบกับประสิทธิภาพของอินสุลินในการควบคุมระดับน้ำตาลลดลง ความต้องการอินสุลินจะสูงขึ้นมาก
โรคจะรุนแรงขึ้นการใช้อินสุลินควบคุมเบาหวานจึงยุ่งยาก บางรายอาจต้องใช้ อินสุลินเพิ่ม 2 –
3 เท่า ของขนาดยาที่ใช้ประจำ
2.
เกิดภาวะ diabetic
ketoacidosis ได้ง่าย เนื่องจากร่างกายสร้างอินสุลินได้ไม่ เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลังของการตั้งครรภ์
เมื่อร่างกายไม่สามารถใช้กลูโคสเป็นพลังงานได้
จึงต้องใช้อาหารพวกโปรตีน และ ไขมัน แทนเป็นผลให้มีคีโตนส์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีภาวะเครียด เช่น
การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
3.
ผลต่อ diabetic
retinopathy การตั้งครรภ์จะทำให้
diabetic retinopathy ของผู้ป่วยเบาหวานเปลี่ยนแปลงหรือไม่
ยังหาข้อสรุปไม่ได้
แต่ผู้ป่วยเบาหวานที่มี diabetic
retinopathy การควบคุมน้ำตาลจะช่วยลดอันตรายนี้และผู้ป่วยควรได้รับการดูแลจากจักษุแพทย์อย่างใกล้ชิดขณะตั้งครรภ์
4. ผลต่อ diabetic nephropathy
การทำงานของไตอาจแย่ลงจากการตั้งครรภ์ในบางราย โดยอาจพบว่ามี Proteinuria เพิ่มขึ้นได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งจะหายไปเมื่อหลังคลอด
ผลของโรคเบาหวานต่อการตั้งครรภ์ และการคลอด
1.
การแท้ง
โดยทั่วไปแล้วไม่เพิ่มขึ้น
ยกเว้นในรายที่เป็นเบาหวานมานานและเป็นมากมีความผิดปกติของหลอดเลือดที่มาเลี้ยงอุ้งเชิงกราน หรือในรายที่ควบคุมน้ำตาลในเลือดไม่ดี โดยเฉพาะในช่วง 7 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ (Embryonic phase)
2.
ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์
พบอุบัติการเพิ่มขึ้นประมาณ 2- 4 เท่า
โดยเฉพาะในรายที่มีความผิดปกติของหลอดเลือดและไต
3.
ครรภ์แฝดน้ำ (Polyhydramnios) พบได้ประมาณร้อยละ 18
ของหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวาน สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัดแต่เชื่อว่าเกิดจากการที่ทารกในครรภ์มีภาวะ
hyperglycemia และมีปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
4.
การคลอดก่อนกำหนด
เชื่อว่าปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิด
ได้แก่ ครรภ์แฝดน้ำ ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ หรือการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
5.
การติดเชื้อได้ง่าย
โดยเฉพาะการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
6.
การคลอดยากและการบาดเจ็บต่อช่องทางคลอด เนื่องจากทารกตัวโตกว่าปกติ (Macrosomia) ทำให้อัตราการคลอดทางหน้าท้องเพิ่มขึ้น
7. การตกเลือดหลังคลอด พบได้มากขึ้น
เนื่องจากทารกตัวโตกว่าปกติและครรภ์แฝดน้ำ
8. อัตราการตายของมารดาเพิ่มขึ้นจากภาวะแทรกซ้อนของเบาหวาน
ผลของโรคเบาหวานต่อทารกในครรภ์และทารกแรกคลอด
1. การตายของทารกในครรภ์สูงกว่าปกติ 3 – 8
เท่าของครรภ์ปกติ
เนื่องจากเกิด ketoacidosis, asphyxia, hypoglycemia และ
placental insuffciency
2.
การตายของทารกหลังคลอดพบสูงขึ้น 7 เท่าจากภาวะ respiratory distress
syndrome (RDS), hypoglycemia, hypocalcemia, hyperbilirubinemia และการติดเชื้อ เป็นต้น
3.
ความพิการแต่กำเนิด (Congenital defects)
พบได้บ่อยขึ้น และสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีในช่วงปฎิสนธิและระยะตัวอ่อน
4.
ทารกตัวโตกว่าปกติ (Macrosomia) เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นของมารดา
ทำให้ทารกในครรภ์มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเช่นกัน ตับอ่อนของทารกจึงกระตุ้นการสร้างอินสุลินเพิ่มขึ้น เกิดการสะสมของไขมันและน้ำตาลของทารก ทำให้ทารกมีตัวโตกว่าปกติ
5.
ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ (IUGR) พบได้น้อยกว่าทารกตัวโตกว่าปกติ
มักจะเกิดในรายที่มารดามีความผิดปกติของหลอดเลือดจากเบาหวานทำให้เกิด
Placental insufficiency
6.
อัตราการเกิด RDS สูงขึ้น 5 – 6
เท่า จากพัฒนาการของปอดล่าช้า
7. Neonatal
hypoglycemia เนื่องจากกลูโคสผ่านรกได้อย่างอิสระ ถ้าระดับน้ำตาลใน
มารดาสูง ทารกก็จะสูงด้วย กระตุ้นให้ตับอ่อนสร้างอินสุลิน
หลังคลอดระดับของอินสุลินยังสูงอยู่ทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดทารกต่ำ
สมองของทารกจะถูกทำลายเกิด cerebral
palsy ได้
8.
Neonatal hyperbilirubinemia เป็นผลจากการที่ทารกขาดออกซิเจนเรื้อรังจากภาวะ
placental insufficiency ทำให้ทารกมีการสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นจากตับเพื่อชดเชยการขาดออกซิเจน และเกิดภาวะ hyperbilirubinemia ในระยะหลังคลอดตามมา
การดูแลรักษา
หลักการสำคัญ คือ
ควบคุมน้ำตาลให้ได้ดีตลอดการตั้งครรภ์
ตรวจประเมินและติดตามสุขภาพทารกในครรภ์
ป้องกันภาวะแทรกซ้อน
และยุติการตั้งครรภ์ในเวลาที่เหมาะสม
เพื่อให้มารดาและทารกมีสุขภาพที่ดี
ซึ่งมีแนวทางดังนี้
1.
Gestational
Diabetes Mellitus (GDM)
GDM แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ความรุนแรง คือ GDMA1 ซึ่งพบเป็นส่วนใหญ่กับ GDMA2 ได้ประมาณร้อยละ 5
อย่างไรก็ตาม
ร้อยละ 10 – 15 ของ GDMA1 จะกลายเป็น GDMA2 ในตอนท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์
การดูแลรักษา GDMA1 อาศัยการควบคุมอาหารอย่างเดียว
ถ้าควบคุมอาหารได้ดีจะไม่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น
นอกจากนั้นการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ควบคุม น้ำตาลได้ดีขึ้นดีกว่า
การควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียว
กำหนดเวลาคลอดที่เหมาะสมที่สุด
คือ 40 สัปดาห์ GDMA1 ไม่จำเป็นต้องทดสอบสุขภาพทารกในครรภ์เป็นพิเศษ แต่ควรเริ่มทดสอบ เมื่ออายุครรภ์ 40
สัปดาห์ ส่วน GDMA2 ควบคุมน้ำตาลในกระแสเลือดโดยการใช้ยาอินสุลิน
หลังคลอดอาจมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
(Glucose intolerance) อยู่ระยะหนึ่ง GDM มีโอกาสเกิดซ้ำได้อีกในการตั้งครรภ์ครั้งต่อ
ๆ ไป ประมาณ 2 ใน 3 โดยเฉพาะในรายที่อ้วนและมีโอกาสกลายเป็นเบาหวานแท้จริงในเวลา
22 – 28 ปี ถึงร้อยละ 50 จึงควรแนะนำให้มารดามาตรวจเช็คหลังคลอด
2 – 3 เดือน และทุก ๆ ปี
2. Overt Diabetes Millitus
เป็นเบาหวานในระหว่างการตั้งครรภ์ที่ตรวจพบ
fasting blood glucose มากกว่า 105 มก./ดล.
อย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป
เบาหวานชนิดนี้มีผลแทรกซ้อนอย่างชัดเจนต่อมารดาและทารก ผลของการตั้งครรภ์จะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าการควบคุมโรคเบาหวานได้ดีเพียงใด การดูแลควรเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ (ในบางรายที่เป็นเบาหวานมาก่อนการตั้งครรภ์) และการดูแลอย่างเหมาะสมในแต่ละไตรมาสเพื่อควบคุมน้ำตาลให้ดีตลอดการตั้งครรภ์ การดูแลรักษาประกอบด้วย
1.
การให้คำปรึกษาก่อนการตั้งครรภ์
การตั้งครรภ์ควรมีการวางแผนล่วงหน้า
ควบคุมระดับน้ำตาลให้ได้ดีเสียก่อนแล้วจึงตั้งครรภ์
เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดความพิการในทารก เนื่องจากภาวะพิการโดยกำเนิดของทารกในมารดาที่เป็นเบาหวานมีความสัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในช่วงระยะแรกของการ ตั้งครรภ์
การตรวจดูระดับ Hemoglobin A1c ซึ่งสะท้อนถึงระดับน้ำตาลในช่วง 4
– 6 สัปดาห์ที่ผ่านมาว่าดีหรือไม่
เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในการประเมินการควบคุมเบาหวานที่ผ่านมา อัตราเสี่ยงทารกพิการเพิ่มขึ้น ถ้าระดับ HbA1c เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 10 (ค่าปกติ A1c เท่ากับ 4.2 – 6.0 %)
2. การดูแลในระหว่างตั้งครรภ์
2.1 การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของหญิงตั้งครรภ์ ในระหว่างตั้งครรภ์
หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับการดูแลเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม ซึ่งเกณฑ์ของระดับ
น้ำตาลในเลือดที่เหมาะสมในระหว่างการตั้งครรภ์แสดงไว้ในตารางที่ 2
ตารางที่
2
เกณฑ์เป้าหมายของระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์
เวลา |
กลูโคสในเลือด
(มก. /ดล.)
|
|
ขณะอดอาหาร
(fasting)
|
60 – 90
|
|
ก่อนอาหาร
|
60 – 105
|
|
หลังอาหาร 1 ชั่วโมง
|
< 140
|
|
หลังอาหาร
2
ชั่วโมง
|
< 120
|
|
2.00 – 4.00
นาฬิกา
|
60 – 90
|
วิธีการที่จะควบคุมระดับน้ำตาลให้ใกล้เคียงปกติที่สุด
ทำได้โดย
2.1.1 การควบคุมอาหาร
ปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวันขึ้นอยู่กับขนาดน้ำหนักตัว ส่วนใหญ่จะจำกัดปริมาณอาหารวันละ 30-35 กิโลแคลอรี่ต่อ ideal body weight แบ่งเป็น คาร์โบโฮเดรทร้อยละ 55
โปรตีนร้อยละ 20 และไขมันร้อยละ 25 และควรมีอาหารว่างระหว่างมื้อและก่อนนอน เพิ่มจากอาหาร
3 มื้อใหญ่ตามปกติ
2.1.2 การใช้อินสุลิน
การควบคุมน้ำตาลใน Overt DM นิยมให้อินสุลินผสมระหว่าง intermediate - actingin sulin (NPH) และ shortactingin sulin (RI) ขนาดโดยทั่วไป 20-30 ยูนิตต่อวัน แบ่งออกเป็นสองครั้งโดยให้ก่อนมื้อเช้าเป็นปริมาณ 2/3
ของทั้งวัน (สัดส่วน NPH : RI
= 2 : 1)
และก่อนมื้อเย็นเป็นปริมาณ
1/3 (NPH : RI
= 1 : 1)
2.1.3 ยาเม็ดลดระดับน้ำตาล (Oral
hypoglycemic agent) ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากยาสามารถผ่านรกไปสู่ทารกได้ ทำให้ทารกแรกคลอดเกิด hypoglycemia ได้ง่ายและอาจทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดได้
2.1.4 การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
จะช่วยให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้น แนะนำให้ออกกำลังเป็น upper-body- muscle
2.1.5 ใช้การตรวจ 2-hour postprandial blood sugar (2hrpp) ในการเฝ้าระวังระดับน้ำตาลในกระแสเลือดทั้งใน GDMA1 และ GDMA2 โดย
ต้องงดน้ำและอาหารก่อนตรวจ อย่างน้อย 8 ชั่วโมง
แล้วเจาะเลือดตรวจ FBS (Fasting blood sugar) หลังจากนั้นให้รับประทานอาหารเช้าตามปกติ
หลังรับประทานอาหารเช้า 2 ชั่วโมง
ให้เจาะเลือดตรวจระดับน้ำตาลอีกครั้ง ผลเลือดที่แสดงว่า
หญิงตั้งครรภ์สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ แสดงดังตารางที่ 3
ตารางที่ 3 แสดงค่าปกติของการตรวจน้ำตาลด้วยวิธี 2hrpp
เวลา |
กลูโคสในเลือด
(มก. /ดล.)
|
|
ก่อนอาหาร
|
60 – 105
|
|
หลังอาหาร
2
ชั่วโมง
|
< 120
|
2.2 การประเมินสุขภาพของทารกในครรภ์
เนื่องจากทารกในครรภ์มีโอกาสเสียชีวิตในครรภ์ได้สูงกว่าปกติ
จึงต้องประเมินสุขภาพของทารกในครรภ์เป็นระยะดังนี้
2.2.1 ตรวจหาระดับ alpha-fetoprotein (16-20
สัปดาห์) และตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงอย่างละเอียด
(18-20 สัปดาห์) เพื่อคัดกรองความพิการโดยกำเนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง neural
tube defects ซึ่งการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงยังช่วยให้สามารถประเมินอายุครรภ์ที่แน่นอนได้ด้วย
2.2.2 การบันทึกจำนวนการเคลื่อนไหวของทารกทุกวันโดยมารดา เมื่ออายุครรภ์ 30-32
สัปดาห์
2.2.3 ตรวจสุขภาพทารกด้วยวิธีทางอิเลคโทนิคส์ (Fetal
monitor) เมื่ออายุครรภ์ 30-32
สัปดาห์ ได้แก่ การตรวจ
biophysical profile , non-stress
test และ contraction stress
test อาจต้องทำการตรวจสัปดาห์ละ 2
ครั้ง
2.3 การทดสอบการเจริญของปอดทารก
การทดสอบความพร้อมของปอดจะช่วยในการพิจารณาการคลอดทารก ถ้าจะให้คลอดก่อนอายุครรภ์ 38
สัปดาห์
ควรทดสอบความพร้อมของปอดทารกก่อนโดยการตรวจ L/S
ratio ถ้ามากกว่าหรือเท่ากับ 2
แสดงถึงความพร้อมของปอดแล้ว
2.4 การรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล ในรายที่ควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี ควรให้นอนในโรงพยาบาล
ส่วนในรายที่ต้องพึ่งอินสุลินควรรับไว้ในโรงพยาบาลตั้งแต่อายุครรภ์ 34
สัปดาห์เป็นต้นไป
เนื่องจากอัตราตายในครรภ์สูงเป็นสองเท่าในระยะท้ายของการตั้งครรภ์
3. การดูแลในระยะคลอด
3.1 ระยะเวลาคลอดที่ดีที่สุดคือ
ใกล้ครบกำหนดคลอดในรายที่ควบคุมเบาหวานได้ดี ควรทำคลอดเมื่ออายุครรภ์ครบ 38
สัปดาห์
3.2
ในกรณีที่มีการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด อาจพิจารณายับยั้งการเจ็บครรภ์เหมือนทั่วไป แต่ต้องหลีกเลี่ยงการให้ beta-sympathomimatic เนื่องจากยาเหล่านี้จะทำให้ประสิทธิภาพการควบคุมน้ำตาลในมารดาลดลง และทำให้เกิด
ketoacidosis ได้ง่าย การใช้
สเตียรอยด์เพื่อเร่งพัฒนาการของปอดก็ควรใช้อย่างระมัดระวัง
3.3 ในรายที่ผลการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์บ่งบอกว่าทารกอยู่ในภาวะอันตรายควรให้คลอดทันที
และในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง เช่น severe pre-eclampsia
ต้องให้คลอดทันที
3.4 วิธีการคลอด โดยทั่วไปสามารถให้คลอดทางช่องคลอดตามปกติ แต่ในรายที่ทารกตัวโตมากอาจพิจารณาผ่าตัดทางหน้าท้อง
3.5 การควบคุมน้ำตาลในระยะคลอด ในระหว่างการคลอด ทั้งการคลอดทางช่องคลอดหรือผ่าตัดทำคลอด มารดาควรได้รับน้ำและน้ำตาลอย่างเพียงพอ โดยการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ
เพื่อให้มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติอยู่ระหว่าง 80-120
มก./ดล. ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทุก 1-2
ชั่วโมง
และให้อินสุลินตามระดับน้ำตาลในเลือด
โดยเปลี่ยนเป็น regular insulin
หยดเข้าทางหลอดเลือดดำและหยุดให้อินสุลินเมื่อรกคลอด
3.6 ตรวจหาการฉีกขาดของช่องทางคลอด
เพื่อป้องกันการตกเลือดหลังคลอดในรายที่คลอดทางช่องคลอด และระวังการติดเชื้อหลังคลอด
4. การดูแลในระยะหลังคลอด
4.1 ในรายที่เป็น
Overt DM จำเป็นต้องเน้นการควบคุมน้ำตาลในเลือดต่อไป การ
ให้อินสุลินต้องระมัดระวัง เพราะความต้องการอินสุลินจะลดลงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนคลอด
4.2 การคุมกำเนิด หลีกเลี่ยงยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่มีเอสโตรเจนปริมาณสูง เนื่องจากทำให้การควบคุมเบาหวานยากขึ้น
การให้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่มีโปรเจนเตอโรนอย่างเดียว, ยาฉีดคุมกำเนิด และยาฝังคุมกำเนิดสามารถใช้ได้ เนื่องจากมีผลต่อคาร์โบไฮเดรต เมตาเบอลิซึมน้อย สำหรับห่วงอนามัยไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน
เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื่อในอุ้งเชิงกรานได้ง่าย
4.3 การเลี้ยงลูกด้วยนมมารดา
สามารถให้อินสุลินได้แต่ควรแนะนำให้มารดารับประทานอาหารเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 400
กิโลแคลลอรี่
และควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาเม็ดลดระดับน้ำตาลในช่วงที่ให้นมบุตร
4.4 เนื่องจากผู้ที่เกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดเบาหวานในอนาคต
จึงควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจน้ำตาลก่อนอาหาร หรือตรวจ OGTT เพื่อจะได้ทราบว่าเป็นปกติ หรือมีน้ำตาลผิดปกติเล็กน้อย
หรือกลายเป็นเบาหวานจริงๆ
ทั้งนี้
ถ้ายังตรวจไม่พบเบาหวานหลังคลอด
ผู้ป่วยก็ควรมาตรวจคัดกรองเบาหวานตามคำแนะ นำของแพทย์ทุกปี
เพราะมีโอกาสเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้นประมาณ
10% ในแต่ละปี
ชัยชาญ
ดีโรจนวงศ์. (2550). เบาหวานและการตั้งครรภ์. ใน ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ (บรรณาธิการ). (หน้า 83 –
84). เบาหวานและการตั้งครรภ์: สถานการณ์โรคเบาหวานในประเทศไทย.
[ม.ป.ท.: ม.ป.พ.].
ชาญชัย วันทนาศิริ
และสุจินต์ กนกพงศ์ศักดิ์.
(2544). โรคเบาหวานในสตรีตั้งครรภ์.
ใน วิทยา
ถิฐาพันธ์ และ วิบูลพรรณ ฐิตะดิลก (บรรณาธิการ), เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์. (หน้า 279-294). กรุงเทพฯ: ยูเนี่ยนครีเอชั่น.
เทียมศร ทองสวัสดิ์. (2546). การพยาบาลหญิงมีครรภ์ที่มีภาวะแทรกซ้อน. เชียงใหม่:
โครงการตำรา คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ธัญญา เชฏฐากุล. เบาหวานกับการตั้งครรภ์ (Diabetes mellitus and pregnancy) http://goo.gl/uavKFI
19 sep 2014
ธีระ วัชรปรีชานนท์. (2551). New Trend in GDM Diagnosis and Management.
กรุงเทพฯ: คอนเซ็พท์เมดิคัส.
นารีลักษณ์
นิ่มน้อย. (2553).
โภชนบำบัดในผู้ป่วยเบาหวาน. ใน
วีระศักดิ์ ศรินนภากร (บรรณาธิการ).
(หน้า 36-53). โรคเบาหวาน (Cases approach for
diabetes mellitus management). พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: กรุงเทพเวชสาร.
วิบูล เรืองชัยนิคม. (2551). เบาหวานกับการตั้งครรภ์. ใน เยื้อน ตันนิรันดร และ วรพงศ์ ภู่พงศ์ (บรรณาธิการ). เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์. (หน้า 178-201). กรุงเทพฯ:
ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย.
อุ่นใจ กออนันตกุล และ สุภมัย สุนทรพันธ์. (2551). เบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์.
พิมพ์ครั้งที่ 2. สงขลา: ชาญเมืองการพิมพ์.
American
Diabetes Association. (2003a). Gestational Diabetes Mellitus. Diabetes Care, 26(1), S103 –
S105.
Cunningham,
F.G., Leveno, K. J., Bloom, S. L., Hauth, J. C., Gilstrap, L.C., &
Wenstrom, K.D. (2005). Diabetes.
In A. Seils, K.G. Edmonson, &
K. Davis. (Eds.), Williams
Obstetrics. 22nd ed. New York: McGraw – Hill.
Peterson
C.M., Jovanovic-Peterson L. (1991). Percentage of Carbohydrate and Glycemic
Respons to Breakfast, Lunch and Dinner in Women with Gestational Diabetes. Diabetes, 40(2), s 172-174.
เยี่ยมมากเลยค่ะ เนื้อหาตรงใจมากค่ะ ��
ตอบลบนำไปใช้ได้จริงคะ
ตอบลบเยี่ยมมากค่ะ
ตอบลบWhy casinos are rigged - Hertzaman - The Herald
ตอบลบIn the 바카라 UK, ventureberg.com/ casino games septcasino are rigged and there is evidence of fraud, febcasino crime or disorder or an individual's involvement. bsjeon There are also many